Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

To Dear Readers

เนื่องจากใกล้จะสอบกลางภาคแล้ว จึงขอหยุดอัพเดทเป็นเวลา 2 สัปดาห์

แล้วเจอกันใหม่เดือนสิงหาคมนะคับ

ผมเชื่อว่า เพื่อนๆหลายคนคงคุ้นเคยกับสำนวนที่ว่า “ชักแม่น้ำทั้งห้า” แต่ใครเคยสงสัยมั้ยว่า มีที่ไปที่มาอย่างไร ทำไมต้องเป็นแม่น้ำทั้งห้า แล้วแม่น้ำทั้งห้าที่อยู่ในสำนวนไทยนี้ มีแม่น้ำอะไรกันมั่ง วันนี้ผมก็จะเล่าเรื่องราว ไขข้อกระจ่างเกี่ยวกับสำนวนไทยนี้ให้อ่านกันครับ

“ชักแม่น้ำทั้งห้า”

          สำนวนนี้มีที่มาจากวรรณคดีเรื่องมหาชาติ แม่น้ำทั้งห้าคือแม่น้ำสายใหญ่ในอินเดีย ๕ สาย ได้แก่ คงคา ยมุนา (อ่านว่า ยะ-มุ-นา) อจิรวดี (อ่านว่า อะ-จิ-ระ-วะ-ดี) สรภู (อ่านว่า สอ-ระ-พู) และ มหิ  เมื่อชูชกจะกล่าวขอสองกุมารต่อพระเวสสันดร ไม่ทูลขอตรง ๆ แต่นำเอาแม่น้ำทั้งห้ามาเปรียบ ว่าไหลแผ่สาขาเป็นประโยชน์แก่ฝูงชนอย่างไร  ก็เหมือนน้ำพระทัยของพระเวสสันดรอย่างนั้น

          “ชักแม่น้ำทั้งห้า” เป็นสำนวนหมายความว่า ใครจะพูดขอร้องอะไรก็ตาม ไม่พูดตรงๆ ตามจุดประสงค์  แต่พูดเรื่องอื่นๆ  หว่านล้อมเสียก่อนแล้วจึงหันเข้าหาจุดประสงค์

“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”

Olympic Beijing 2008…“One World, One Dream”

แป๊บๆก็ใกล้จะถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 29 กันแล้ว ซึ่งจะเริ่มพิธีเปิดในวันที่ 8 สิงหาคม 2008 นี้เอง (อีก 29 วัน) นับถอยหลังอีกไม่ถึงเดือนเองนะคับเนี้ยะ วันนี้ผมก็ขอเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Olympic Beijing 2008 ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

แข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 29 จะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม ( วันที่ 8 เดือน 8 ปี 8 ) ถึง 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551โอลิมปิกครั้งนี้ถือเป็นโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่สามของทวีปเอเซีย หลังจากโอลิมปิกที่ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2507 และโอลิมปิกที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ 1988 โดยพิธีเปิดจะเริ่มขึ้นเวลา 20 นาฬิกา (8 นาฬิกาตอนกลางคืน) ในเวลาปักกิ่ง โดยเลข 8 นี้เป็นเลขนำโชคในวัฒนธรรมจีน ซึ่งตามความเชื่อของชาวจีน เลข 8 เป็นเลขมงคลมากที่สุด เพราะออกเสียงคล้ายกับคำว่า ‘ฟา’ ที่หมายถึง ‘ร่ำรวย’

สัญลักษณ์ “Olympic Beijing 2008″
คุณรู้หรือไม่ว่า สัญลักษณ์ของโอลิมปิคสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโอลิมปิคในแต่ละครั้งได้ด้วยตัวของมันเอง สัญลักษณ์ของกีฬาโอลิมปิคครั้งที่ 29 ที่ปักกิ่ง ปี 2551 ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ดีเอชแอลจึงอยากพาคุณมารู้จักกับสัญลักษณ์ “Dancing Beijing” หรือ ”ปักกิ่งเริงระบำ” ซึ่งจำลองรูปแบบจากตราประทับจีนโบราณ โดยตราประทับนี้ส่วนพื้นเป็นสีแดง ส่วนอักษรแกะสลักเป็นตัว ‘จิง京ซึ่งหมายถึงเป่ยจิง (ปักกิ่ง) อีกทั้งมีลักษณะคล้ายตัวอักษร ‘เหวิน文’ ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่สืบถอดมายาวนานของชนชาติจีน นอกจากนั้น ตัวอักษรที่ปรากฏยังเป็นลักษณะท่าทางของคนที่วิ่งไปข้างหน้าขณะกำลังยินดีที่ได้รับชัยชนะ ด้านล่างตราประทับเป็นอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนจากปลายพู่กันจีน คำว่า ‘Beijing 2008’ ถัดลงไปด้านล่างสุดก็จะเป็นสัญลักษณ์ 5 ห่วงของโอลิมปิคนั่นเอง

ราศีเมถุน

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องราศีไปครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ผมก็ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับราศีประจำตัวผมหน่อยละกันนะคับ พึ่งผ่านมาเดือนที่แล้ว นั้นคือราศีเมถุนนั้นเอง  เราลองมาดูเรื่องราวของราศีนี้กันดีกว่า

ราศีเมถุน
    คาสเตอร์ (Castor) กับพอลลักซ์ (Pollux) เป็นฝาแฝดก็จริง แต่ไม่ใช่แฝดสอง แต่จริง ๆ แฝดสี่ แถมเป็นแฝดคนละไข่อีกด้วย
    เรื่องมีอยู่ว่า ซีอุสเกิดไปหลงรักนางเรดา มเหสีของพระราชาไทนดาริอุส(Tyndareus) แห่งเมืองสปาร์ต้า ซีอุสจึงวางแผนกับเฮอร์เมส ให้เฮอร์เมสแปลงกายเป็นอินทรีให้ไล่ตามตัวเองซึ่งแปลงกายเป็นหงส์ขาว (ซึ่งว่ากันว่ากลุ่มดาวหงส์หรือ Cygnus ก็คือรูปร่างของซีอุสที่กลายเป็นหงส์ขาวนี่เอง) เมื่อนางเรดาเห็นดังนั้นจึงเข้าไปช่วยโอบกอดหงส์ขาวไว้แล้วไล่อินทรีไป แล้วไม่นานนักนางเรดาก็คลอกลูกออกมาเป็นไข่สองใบ (บางก็ว่าใบเดียว) และในไข่แต่ละใบ ก็มีฝาแฝดชายหญิงอย่างละคู่อยู่ ได้แก่ คาสเตอร์กับคลิเทมเนสตร้า(Clytemnestra)ในไข่ใบแรก และ พอลลักซ์กับเฮเลน (Helen) ในไข่ใบที่สอง (ซึ่งนางเฮเลนที่ว่านี้ ก็คือนางเฮเลนที่เป็นต้นกำเนิดของการล่มสลายของเมืองทรอยนั่นเอง)
คาสเตอร์กับพอลลักซ์เป็นพี่น้องที่รักกันมาก แต่ทว่าคาสเตอร์นั้นเป็นลูกของไทนดาริอุสที่เป็นมนุษย์จึงไม่ได้เป็นอมตะ ผิดกับพอลลักซ์ที่เป็นบุตรของซีอุสจึงไม่แก่ไม่ตาย คาสเตอร์และพอลลักซ์ (สองคนเรียกรวมกันว่าดีออสคอยส์ : Dioscuri) ซึ่งทั้งสองก็เป็นผู้กล้าที่มีชื่อเสียงมาก โดยได้เคยรวมเรืออาร์โก้ไปกับเจสันเพื่อเอาขนแกะทองคำด้วย
เรื่องเล่าเกี่ยวกับการตายของคาสเตอร์มีอยู่ว่า ทั้งสองได้ไปร่วมงานแต่งงานระหว่างคู่ฝาแฝดชายนามว่าอิดัส (Idas)และไลนเซอุส(Lynceus) กับฝาแฝดหญิงคือนางฟีเบ (Phoebe) และนางฮิลาเอย์ร่า (Hilaeira) ไม่รู้ว่าเมาอะไร คาสเตอร์กับพลอลักซ์กลับไปฉุดเอาเจ้าสาวทั้งสองมา ทำให้เกิดการต่อสู้กับอิดัสและไลนเซอุส ส่งผลให้คาสเตอร์ตาย (อิดัสกับไลนเซอุสก็ตายด้วย) พอลลักซ์เศร้าเสียใจมาก แต่ด้วยว่าตนเป็นอมตะไม่สามารถตายร่วมกับคาสเตอร์ได้ จึงร้องขอกับเหล่าเทพว่า ให้ตนสามารถแบ่งความเป็นอมตะแก่คาสเตอร์ หลังจากนั้นทั้งสองจึงอยู่บนสวรรค์ 1 วันและจะไปอยู่ในแดนแห่งความตาย 1 วัน สลับกันไป (บ้างก็ว่าครึ่งวัน บ้างก็ว่า 1 ปี) ซีอุสเห็นแก่มิตรภาพของทั้งสองจึงทำให้เกิดกลุ่มดาวราศีเมถุนขึ้นมา

**ป.ล.-ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากรู้ตำนานของราศีไหนก็ Comment ได้เลย หรือถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ราศีไหน ก็ส่งวัน เดือน ปีเกิดมาด้วยละกันคับ

ก้าวเข้ามาสู่เดือนใหม่ของปีนี้ นั้นก็คือเดือน “กรกฎาคม” นั้นเอง หลายๆคนสงสัยว่า กรกฎาคมนั้น ใช้ “ฎ-ชฎา” หรือ “ฏ-ปฏัก” กันแน่ ผมเลยหาข้อมูลมาจากหนังสือของ”ราชบัณฑิตยสถาน” ได้ความมาดังนี้

ที่ถูกต้องคือ ใช้ “ฎ-ชฎา” คือมีหยักเดียวครับ เขียนได้เป็น “กรกฎาคม” อ่านได้ 2 อย่างคือ “กะ-ระ-กะ-ดา-คม” หรือ “กะ-รัก-กะ-ดา-คม”

แต่ที่หลายๆคนเขียนผิดนั้น ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผม น่าจะมาจากราศีอะคับ เพราะเวลาเขียนราศีนั้น เราสามารถเขียนได้ทั้ง 2 อย่างคือ “กรกฎ” และ “กรกฏ” อ่านว่า “กอ-ระ-กด” แปลว่า “ปู” แต่เวลาใช้ส่วนใหญ่จะหมายถึงราศีเสียมากกว่า

ไหนๆก็พูดมาถึงเรื่องราศีประจำเดือนกรกฎาคมแล้ว ผมคิดว่าหลายๆคนยังคงไม่ทราบที่มาของตำนานการเกิดราศี จากที่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เรื่องของตำนานของกรีซบวกกับชอบดูดวงเป็นส่วนตัวคับ ราศี 12 ราศีประจำเดือนนั้น เราได้รับอิทธิพลมาจากทางยุโรป เผยแพร่มาเรื่องๆผ่านอินเดียแล้วเข้ามาสู่ไทย ดูได้จากประเพณีสงกรานต์ของไทยเรานั้น ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียเต็มๆ แต่ความหมายที่แท้จริงนั้น คือการเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ คือราศีเมษนั้นเอง แต่ความเห็นของผมคิดว่าที่มาของ 12 ราศีนั้น มีแหล่งที่มาจากทางยุโรป ใจกลางอยู่ที่ประเทส “กรีซ” นั้นเอง ซึ่งตัวผมเองก็เคยอ่านตำนานแล้วดูเป็นเนื้อเรื่องและเข้าท่ามากกว่า วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องที่มาของ 1 ใน 12 ราศีกัน ก็คงไม่พ้นราศี “กรกฏ”

ราศีกรกฏ
     ในงานทั้ง 12 ของเฮอร์คิวลิส มีอยู่งานหนึ่งคือไปกำจัดไฮดร้า(Hydra) ซึ่งเป็นงูยักษ์มี 9 หัว ส่วนเจ้าปูที่ว่านี่แม้แต่ชื่อก็หาไม่เจอและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่ก็ถูกเฮอร์คิวลิสที่กำลังต่อสู้อยู่เหยียบโดยไม่รู้ตัว แล้วเทพีเฮร่าซึ่งไม่ชอบเฮอร์คิวลิสอยู่แล้วก็เลยทำให้กลายเป็นกลุ่มดาว<ไปพร้อมไฮดร้าด้วย (แบบว่าไม่รู้ตัวอยู่ ๆ ก็ได้กลายเป็นดาว) >
แต่อีกที่บอกว่า เจ้าปูยักษ์ตัวนี้เป็นเพื่อนกับไฮดร้า เมื่อครั้งไฮดร้าสู้กับเฮอร์คิวลิสก็พยายามช่วยโดยหนีบขาเฮอร์คิวลิสไว้ แต่ก็ถูกเฮอร์คิวลิสเหยียบตายจนได้ เทพีเฮร่าเห็นก็เกิดประทับใจในความรักเพื่อนจึงทำให้เจ้าปูยักษ์ขึ้นไปเป็นหมู่ดาวบนฟ้า

มีหลายๆครั้งที่เพื่อนชาวต่างชาติถามผมว่า “ทำไมวันจันทร์ พนักงานส่วนใหญ่ต้องใส่ชุดสีเหลืองด้วยละ” ผมก็บอกพวกเค้าไปว่า “ก็เพราะว่า เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในหลวงในหลายๆวโรกาส ทั้งทรงครองราชได้ยาวนานที่สุดในโลก และก็ในวโรกาสพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในหลวงท่านก็ทรงประสูติในวันจันทร์  และสีประจำวันจันทร์ คือ สีเหลืองไงล่ะ ” แล้วก็มีคำถามต่อเนื่องขึ้นมาอีกว่า “ทำไมวันจันทร์ต้องเป็นสีเหลืองด้วยล่ะ” หลายๆคนคงงงกับคำถามต่อไป เนื่องด้วยเพราะเราคนไทยเจอสีประจำวันจนเคยชิน จนนึกว่าประเทศอื่นๆเค้าก็คงใช้สีประจำวันแบบเดียวกับเราด้วย และแน่นอนหลายๆคนก็คงไม่ทราบที่มาด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องที่มาของสีประจำวันกันดีกว่าให้หลายๆคนได้หายสงสัยกัน และสามารถอธิบายที่ไปที่มาให้เพื่อนชาวต่างชาติให้เข้าใจได้ด้วย แต่ที่มานี้…มีเรื่องเล่ามาจากทางอินเดียนั้นเอง

ที่มาของสีประจำวัน

 

วันอาทิตย์ พระอิศวรเอาราชสีห์ 6 ตัวมาป่น แล้วห่อด้วยผ้าสีแดง พรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นพระอาทิตย์ มีกายสีแดง

 

วันจันทร์ พระอิศวรร่ายพระเวทให้นางฟ้า 15 นางกลายเป็นผงละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าสีเหลืองอ่อน พรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นพระจันทร์ มีกายสีเหลืองนวล

 

วันอังคาร พระอิศวรร่ายพระเวทให้กระบือ 8 ตัว กลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีแดงหลัว พรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นพระอังคาร มีกายเป็นสีแก้วเพทาย (แดงหลัว, ชมพู)

 

วันพุธ พระอิศวรร่ายพระเวทให้พญาคชสาร 17 ตัวกลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีเขียวใบไม้ พรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นพระพุธ มีกายเป็นสีแก้วมรกต

 

วันพฤหัสบดี พระอิศวรร่ายพระเวทให้พระฤาษี 19 ตนกลายเป็นผง แล้วเอาผ้าสีแสดมาห่อ พรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นพระพฤหัสบดี มีกายเป็นสีแสด

 

วันศุกร์ พระอิศวรร่ายพระเวทให้พระโค 21 ตัวกลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีน้ำเงิน พรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นพระศุกร์ มีสีกายเป็นสีคราม

 

วันเสาร์ พระอิศวรร่ายพระเวทให้เสือ 10 ตัวกลายเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีดำหลัว พรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นพระเสาร์ มีกายสีดำหลัวหรือม่วง

เมื่อไม่กี่วัน ในเดือนนี้ ผมพึ่งได้บัตรประชาชนใหม่มาสดๆร้อนๆเลย เพราะว่าบัตรประชาชนใบเก่าผมพึ่งหมดอายุตอนก่อนวันเกิดผมวันหนึ่งในปีนี้

บัตรประชาชนนั้นมีอายุ 6 ปี แล้วก็ต้องไปทำใหม่ที่สำนักงานเขตทุกๆ 6 ปี ซึ่งเราจะทำที่เขตไหนก็ได้ไม่ว่ากัน แค่เอาใบเก่าไปแลกกับใบบัตรใหม่ พูดถึงบัตรประชาชนสมัยเป็นแบบ Smart Card ซะด้วย ใช่แล้ว ผมเองก็ได้ทำใบแบบ Smart Card เช่นกัน รู้สึกดูดีกว่าเก่าเยอะเลย เพราะจะใช้กล้องแบบให้เรามองเห็นมุมมองแบบที่เค้ากะลังถ่ายอยู่ ถ้าไม่พอใจก็เปลี่ยนใหม่ได้ เดี๋ยวนี้เค้าสะดวกจริงๆ วันนี้ผมก็จะนำความรู้เรื่องใบประชาชนมาเสนอ มีใครทราบมั้ยว่า เลขที่บนใบประชาชนนั้นสามารถบ่งบอกอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับตัวเราได้ด้วยนะครับ เราลองมาดูกันเลยดีกว่า

รู้หรือไม่ ความหมายของเลข 13 หลัก ในบัตรประจำตัวประชาชน

หลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติ ไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา
ตั้งแต่1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 2 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา
(ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 3 ได้แก่คนไทยและคนต่างด้าวที่ มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. -  31 พ.ค.2527)
ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้าย
เข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก(1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 5 ได้แก่ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
ประเภทที่ 6 ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
ประเภทที่ 7 ได้แก่ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8 ได้แก่ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติ
เป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย

 

หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลขสำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่น
ที่เกิดเลยทีเดียว โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัดหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอหรือเทศบาล

หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตรแล้วแต่กรณี

หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภทหรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่มแล้วแต่กรณี

หลักที่ 13 คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก

*** ที่มา – สำนักบริหารการทะเบียน

ผมเองก็คิดว่าผลิตภัณฑ์ของคาสิโอส่วนใหญ่ต้องเป็นเกี่ยวกับเครื่องคิดเลข เลยคิดเหมารวมไปด้วยว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกก็ต้องเป็นเครื่องคิดเลขด้วย ถึงทำให้โด่งดังจนถึงทุกวันนี้ แต่หารู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่หลายคนคิด เราลองมาอ่านประวัติของ “คาสิโอ” กันดีกว่า

คาสิโอก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน ค.ศ. 1946 โดย คะชิโอะ ทะดะโอะ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญในสาขาเทคโนโลยีสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์หลักชิ้นแรกของคะชิโอะคือ แหวนที่ใช้สำหรับจับบุหรี่ เรียกว่า ยุบิวะไพป์ ซึ่งทำให้ผู้สวมสามารถสูบบุหรี่ได้หมดทั้งมวนโดยที่ไม่ต้องถือเอง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้นได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง บุหรี่จึงเป็นของที่มีค่า สิ่งประดิษฐ์ของคะชิโอะจึงประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

หลังจากที่คะชิโอะและน้องชายของเขาได้พบเห็นเครื่องคิดเลขที่ทำงานด้วยไฟฟ้าในงาน Business Show ครั้งที่หนึ่งที่กินซะ โตเกียว ในปี ค.ศ. 1949 พวกเขาเล็งเห็นถึงโอกาสเพิ่มรายได้อื่นนอกจากการขายยุบิวะไพป์ โดยการสร้างเครื่องคิดเลขของพวกเขาขึ้นมาเอง เครื่องคิดเลขส่วนใหญ่ในสมัยนั้นทำงานด้วยเฟือง และใช้งานด้วยการหมุนด้วยมือหรือมอเตอร์ คะชิโอะผู้ซึ่งมีความรู้ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์มาบ้าง จึงเริ่มประดิษฐ์เครื่องคิดเลขโดยใช้ขดลวดโซเลนอยด์ เครื่องคิดเลขขนาดเท่าโต๊ะหนังสือจึงสร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1954 นับเป็นเครื่องคิดเลขที่ทำงานด้วยเครื่องจักรกลผสมกับไฟฟ้าเครื่องแรกของญี่ปุ่น นวัตกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องคิดเลขของเขาคือ การดัดแปลงแผงปุ่มตัวเลขให้เหลือแค่ 10 ปุ่ม จากเดิมที่มีตัวเลขวางเรียงกันทุกหลัก (เช่นหลักหน่วยก็มี 1-9 หลักสิบก็มี 10-90 หลักร้อยก็มี 100-900 ฯลฯ) และนวัตกรรมอีกอย่างหนึ่งคือการลดหน้าต่างแสดงผลให้เหลือเพียงช่องเดียว เทียบกับเครื่องอื่นๆ ที่มีสามช่อง (ได้แก่ช่องสำหรับตัวตั้งสองตัวและช่องแสดงผลลัพธ์)

ในปี ค.ศ. 1957 คาสิโอได้วางจำหน่ายเครื่องคิดเลขขนาดกะทัดรัดรุ่น 14-A ในราคา 485,000 เยน[1] ซึ่งทำงานด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องแรกของโลก โดยใช้เทคโนโลยีรีเลย์เป็นพื้นฐาน และในปีเดียวกันนี้ คาสิโอได้ยกระดับขึ้นเป็นบริษัท คาสิโอ คอมพิวเตอร์ จำกัด

ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 คาสิโอได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการจำหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องดนตรีคีย์บอร์ดไฟฟ้า

 

ต้นตำรับรับน้อง

ก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัย กิจกรรมที่ทุกคนต้องเผชิญ ก็คงไม่พ้น “กิจกรรมรับน้อง” ว่าแต่ว่าใครทราบมั่งว่า ต้นตำรับกิจกรรมรับน้องนี้ เริ่มมาจากที่ไหน และอย่างไร

กิจกรรมรับน้องใหม่ (Initiation ritual) เกิดขึ้นครั้งแรกภายในโรงเรียนประจำของประเทศอังกฤษ (Public School) และโรงเรียนนายร้อย Sand Hurst จุดประสงค์เพื่อต้องการฝึกฝนบุคคลในสถาบันให้มีระเบียบวินัยและสามารถปกครองควบคุมอาณานิคมได้
ต่อมา ค.ศ.1850 โรงเรียนทหารของสหรัฐนำระบบดังกล่าวมาประยุกต์และพัฒนาเป็น ระบบโซตัสหรือระบบอาวุโส (SOTUS) เพื่อใช้ฝึกระเบียบวินัย ความอดทนและเพิ่มความสมานสามัคคีให้กับนักเรียนนายร้อย

SOTUS ย่อมาจากอักษรภาษาอังกฤษ 5 ตัว คือ
S = Seniority เคารพผู้อาวุโส
O = Order ต้องทำตามคำสั่งผู้อาวุโส
T = Tradition ทำตามประเพณีที่ผู้อาวุโสคิดเอาไว้
U = Unity ต้องมีความคิดที่เหมือนกันอย่างเป็นเอกภาพและห้ามมีความคิดที่แตกต่าง
และ S = Spirit หมายถึง พร้อมพลีชีพเพื่อสถาบัน

ประเพณีรับน้องใหม่ในยุคเริ่มแรก จะมีบททดสอบด้านต่างๆ อาทิ บททดสอบความอดทน ที่รุ่นพี่จะขู่ตะคอกหรือว้าก (Scold) รุ่นน้องที่เข้ามาใหม่ เพื่อสร้างความอดทนต่อแรงกดดันจากสถานการณ์ต่างๆ
ระบบนี้ได้แพร่กระจายไปตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการรับน้องใหม่ช่วงนั้น จะแยกนักศึกษาชายและหญิงออกจากกัน
ซึ่งนักศึกษาชายจะใช้ชื่อกลุ่มว่า Fraternity และกลุ่มนักศึกษาหญิงใช้ชื่อ Sorority ทั้ง 2 กลุ่มจะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ที่แตกต่างกันไป
ระบบการรับน้องใหม่แพร่มาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี ค.ศ.1900 ครั้งแรกที่ University of the Philippines (UP) ภายหลังที่ประเทศฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับการรับน้องใหม่ระบบโซตัสถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อกระทรวงศึกษาธิการรวบรวมโรงเรียนเกษตรกรรมของประเทศไทยไว้ตามภูมิภาคต่างๆ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่บ้านห้วยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ชื่อสถาบันว่า “โรงเรียนวิทยาลัยเกษตร”
ต่อมาโรงเรียนเกษตรแม่โจ้มีการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อยกระดับขึ้นเป็นเตรียมวิทยาลัย จึงส่งคณาจารย์และนักศึกษาทุน ก.พ. ไปศึกษาและดูงานที่ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา, University of the Philippines และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งชาติ ณ เมืองลอสแบนยอส ประเทศฟิลิปปินส์
คณาจารย์และนักศึกษาที่เดินทางในครั้งนั้นซึมซับและรับเอาการรับน้องใหม่ในระบบโซตัสเข้ามาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน รวมทั้งกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษาในด้านต่างๆ
โรงเรียนเกษตรแม่โจ้ จึงเป็นสถานศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่นำระบบโซตัสเข้ามาใช้ในการรับน้องใหม่ ก่อนที่ระบบดังกล่าวจะแพร่ขยายไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเวลาต่อมา
ยกเว้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
เนื่องจากมีรูปแบบการก่อตั้งมหาวิทยาลัยตามแบบมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการเมือง (Ecole des Sciences et Politiques) ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งไม่มีการใช้ระบบโซตัสในกิจกรรมต่างๆ
เพราะมหาวิทยาลัยในภาคพื้นยุโรปจะไม่มีระบบอาวุโสและการรับน้อง รวมทั้งจะไม่ยึดติดกับสถาบันมากเท่ากับมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
แต่นิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยบางกลุ่ม นำระบบโซตัสมาใช้ในการรับน้องใหม่ผิดวิธี จนส่งผลทำให้รูปแบบและระบบของการรับน้องใหม่เปลี่ยนแปลงไป
กลายเป็นวัฒนธรรมของการใช้อำนาจ การข่มเหง และการระบายความแค้นที่ตนเคยตกเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน
วัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง จึงเลือนรางไปทุกที

คอลัมน์ คอลัมน์ที่13 : นสพ.ข่าวสด
วันที่: 20 June 2008, 08:19

วันนี้ ผมจะมาพูดเกี่ยวกับหนึ่งในอาหารที่ผมชื่นชอบกัน ที่จริงแล้ว…ข้าวผัดอเมริกันนี้ไม่ได้มีต้นตำรับมาจากอเมริกันอย่างที่ชื่อบ่งบอกแต่อย่างใด เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนไทยนั้นเอง เราลองมาดูที่มาของข้าวผัดอเมริกัน กันดีกว่า

ข้าวผัดอเมริกันที่แพร่หลายกันอยู่ทุกวันนี้เกิดจากคุณนิตยา นาฏยะสุนทร ที่นำอาหารที่เหลือจากสายการบินหนึ่ง มาใช้ให้เป็นประโยชน์ คือตอนนั้น สายการบินหนึ่งก็มีผู้โดยสารแค่สี่สิบกว่าคน อาหารขึ้นเครื่องมีน้อย ส่วนใหญ่สายการบินจะพาผู้โดยสารมากินอาหารกับเรา เขาจะสั่งจองอาหารเช้า อาหารกลางวัน ทีนี้เกิดสายการบินโน้นมาบอกยกเลิก เครื่องไม่ลง เราเตรียมอาหารเช้าไว้แล้ว ไข่ดาว ไส้กรอก อะไรพวกนี้เหลือเต็มไปหมด คุณนิตยา นาฏยะสุนทร ก็เลยบอกเอายังงี้ ข้าวผัดเรามียืนพื้นอยู่แล้วก็เอาไข่ดาว หรือไม่ก็ไก่อบวางข้างบน พอเราทำเป็นกินเป็นตัวอย่าง พวกนายทหารอากาศไทย นายพลต่างๆ ก็สั่งตาม ทหารอเมริกันเห็นก็โอ้ หน้าตาดีนี่ เขาถามว่าชื่ออะไร คุณนิตยา นาฏยะสุนทร ก็เลยตั้งชื่อว่า อเมริกัน ฟรายด์ ไรซ์ หรือก็คือ ข้าวผัดอเมริกัน คุณทวี จุลละทรัพย์ ตอนนั้นท่านเป็นเสนาธิการทหารอากาศ ท่านชอบชื่อนี้มาก บางวันที่โปะหน้าข้าวผัดก็เปลี่ยนไปจากไส้กรอกหรือไก่อบ เป็นเนื้อทอด แล้วแต่ว่าวันนั้นในครัวเหลืออะไร

« Newer Posts - Older Posts »